ตลาดน้ำ ความหลังและ ครั้งหนึ่งในอดีต…

เสาร์ทิตย์นี้ไม่ได้ไปเที่ยวหล่ะ เป็นเด็กดีอยู่บ้านก็ดีเหมือนกัน ไม่เปลืองไม่เหนื่อยด้วย วันเสาร์ตื่นสายๆแล้วเตรียมตัวไปตัดผมนัดกับพี่ที่ทำงานไว้ เพราะจะไปตัดที่สุขุมวิทพลาซ่า นี่เป็นอีกครั้งที่ฉันต้องไปไหนมาไหนด้วยตัวคนเดียว ต่างกับเมื่อก่อนโดยสิ้นเชิงตอนที่มีแฟน แต่ก็ดี หัดทำอะไรเองซะบ้างอุ้มหมีเอ้ย เธอมีคนประคองเธอมาตลอดแล้ว ถึงเวลาที่เธอจะต้องอยู่ได้ด้วยตัวเองสักที ป๊ามาส่งขึ้นรถไฟฟ้าเพื่อจะไปลงอโศก ฉันโต๋เต๋อยู่ที่สถานีสยามพักนึงเพราะมาถึงเร็วก่อนเวลา นัดพี่เขาไปบ่ายสาม สักพักก็ไป ขนาดถ่วงเวลายังไปถึงเร็ซเลย ที่สุขุมวิทพลาซ่าเขาเรียกอีกชื่อว่า korean town ฉันเดินดูอะไรต่ออะไรมากมาย มีอาหารน่ากินด้วย มี supermarket ที่เป็นของมาจากเกาหลีดีจัง ขากลับฉันจะมาแวะซื้อบะหมี่ที่นี่ พี่พาไปร้านตัดผม ซึ่งช่างเป็นเกาหลีชื่ออาจารย์คิม พูดไทยไม่ได้ต้องมีล่าม แต่ตัดออกมาดี ตอนเขาใดให้ฉันตอนเสร็จนะเหมือนดัดปลายเลย ไปดูรูปได้ ชอบจัง แต่ถ้าฉันสระเองก็คงตรงกลับสู่สภาพเดิมแน่นอน ตัดเสร็จก็กลับบ้านไม่ได้เถลไถลไปไหน พอวันอาทิตย์ได้มีโอกาสกลับไปเหยียบสมุทรสงครามอีกครั้งอย่างที่ไม่ได้คาดคิดมาก่อน ฉันไม่ได้มาจังหวัดนี้นานมากแล้ว เพราะมีอะไรบางอย่างที่ทำให้ฉันไม่อยากมาที่นี่อีก ว ถพอๆกับที่กำแพงแสน แต่กำแพงแสนเนี่ยอาการหนักกว่าเยอะ แต่ตอนนี้ก็ดีขึ้นมากแล้ว ฉันกับที่บ้านออกจากบ้านมาตั้งแต่ 9 โมงเช้า ไปถึงสมุทรสงครามวิ่งเส้นผ่านตลาดแล้วเลี้ยวซ้ายไปเพื่อไปกินข้าวร้านที่ป้าตุ๊บอกว่าน่าทาน เส้นทางยังคงคุ้นตาเหมือนเดิม เราไปถึงร้านอาหารชื่อแดงโภชนาประมาณ 10 โมงกว่า อาหารที่นี่อร่อยไม่แพงด้วย อิ่มพุงกางเลย แถวนี้ปกติก็เป็นสวนตาลไม่ก็มะพร้าวอยู่แล้ว ทางเดินเข้าไปที่ร้านต้องผ่านท้องร่องด้วย คุ้นตาอีกแล้ว พอทานข้าวเสร็จเราก็ไปเที่ยววัดแถวอุทยาน ร.2 (เฮ้อทางยังคงคุ้นตาเหมือนเคย ไม่ดีเลยความรู้สึกแบบนี้ ให้จำไม่ได้เลยซะยังดีกว่า) วัดแรกที่ไปคือวัดอัมพวันเจติยาราม(สะกดถูกป่าวหว่า) ป้าตุ๊บอกว่าวัดนี้ที่มีรูปมดผูกคอตาย ฮ่าๆๆ ดูได้ที่อัลบั้มเลย ศิลปินมีอารมณ์ขันมาก อ้อ ก่อนมาถึงโบสถ์นี้ ผ่านแม่เพชรหมาแม่ลูกอ่อนที่ออกมานั่งขอเงินกับเจ้าของเพื่อเลี้ยงหมาตัวอื่นๆอีกห้าสิบกว่าตัว เจ้าของรักและเอาใจใส่หมาเขาทุกตัว เช็ดตัวดูแลให้อย่างดี บุญของเจ้าหมาตัวนี้จริงๆ พอดูรูปมดผูกคอตายเสร็จฉันก็แวะซื้อโอวัลตินภูเขาไฟอร่อยๆแก้วนึง แล้วเดินไปตลาด เพิ่งรู้ว่ามันเป็นตลาดอัมพวาหล่ะ ชีวิตนี้ไม่เคยได้ไปเลย ขนมเยอะแยะมากมาย หน้าตาดีทั้งนั้น เราเดินไปมีอะไรให้น่าถ่ายรูปตลอดทาง แต่น่าเสียดายที่วันนี้ยืมกล้องออยมาไม่ได้ เลยได้แต่ถ่ายเจ้าคอมแพคของป้าตุ๊ไปพรางๆ ฉันเดินไปจนถึงสุดทางเดินเลย มีปลาทูขายด้วย ปลาทูที่นี่เขาบอกว่าต้องหน้างอคอหัก ฉันชอบปลาทูที่นี่มากเพราะมันอร่อยสุดๆ แต่ก่อนมีคนเอามาฝากตลอด ได้กินประจำ แต่เดี๋ยวนี้ไม่มีแล้วหล่ะ เขาคงไปส่งปลาทูบ้านอื่นแทนแล้วมั้ง เหอะๆๆกลับมาที่ตลาดน้ำต่อดีกว่า จริงๆแล้วมีมุมถ่ายรูปเยอะมาก แต่ว่ากล้องไม่อำนวยเท่าไหร่ขากลับตอนเดินกลับมารถ ฉันเดินผ่านตู้ไปรษณีย์สีแดงเด่นเด้งตู้นึงเลยแวะถ่ายรูป รูปแรกที่ถ่ายเนี่ยมีป้าคนนึงนั่งอยู่ที่พื้นก็รู้สึกว่า ต้องซ่อมซะแล้วมานั่งทำไมหว่า พอถ่ายซ่อมเสร็จก็เลยหันไปดูว่าป้าเขามานั่งทำอะไร ป้าเขามานั่งขายของนี่เองแต่ว่าสภาพน่าสงสารมาก มีตระกร้าขนมอันนึงที่ใส่ขนมหน้าตาไม่น่าทานสักเท่าไหร่ แล้วมีป้าเขียนว่าช่วยซื้อขนมเพื่อเอาเงินไปรักษามะเร็งในช่องปาก ก็คือคนป้าคนนี้นี่แหล่ะ แกไม่พูดอะไรเลยนะ นั่งมองคนผ่านไปผ่านมา เลยเข้าไปถามว่าขนมขายยังไงคะ ป้าบอกว่าถุงหล่ะสิบบาทจ้า รับกี่ถุงดี ฉันเลยบอกว่า เอากล้วยตากสองถุงละกันค่ะ ในกระเป๋าตังค์ฉันมีแบงค์ร้อย ฉันหยิบออกมาแล้วยื่นให้ ป้ากำลังจะหยิบตังค์ถอน ฉันเลยบอกว่าไม่ต้องหรอกค่ะ หนูช่วยป้าเป็นค่ารักษาพยาบาลนะคะ ป้าทำท่าเหมือนจะร้องไห้ ฉันก็จะร้องเหมือนกัน แหะๆๆ ป้าบอกว่าขอบจายมากนะหนู ขอให้เจริญๆนะแม่คุณ ฟังแล้วรู้สึกชื่นใจจัง รู้สึกดีที่ได้ช่วย พอเดินมาอีกหน่อยก็เจอขนมหมอแกงที่ทำ packaging น่ารักมาก ใส่หม้อดินใบเล็กๆ 3 ใบร้อย ป้าตุ๊ซื้อมากินที่บ้านด้วย ระหว่างทางนี่ได้ของเยอะแยะเลย พอขึ้นรถแทบจะเป็นลมเพราะร้อนมาก เราไปยังวัดบางกุ้งต่อกัน ป้าตุ๊บอกว่าวันบางกุ้งมีโบสถ์ต้นไม้ น่าสนใจ พอไปถึงก็ไหว้พระแล้วเข้าไปในโบสถ์เพื่อปิดทอง ต้นไม้คลุมโบสถ์เกือบหมดแล้วจริงด้วย ถ่ายรูปมาแปลกดี พอเดินมาอีกหน่อยก็มาสักการะพระเจ้าตาก ที่มีทหารคู่ใจอยู่ข้างๆองค์ท่านด้วย เดินมาอีกหน่อยก็เป็นตุ๊กตาปั้นต่อยมวยกันอยู่เต็มเลย เลยไม่ถ่ายรูปกับป้าตุ๊กัน พอเสร็จเราก็ไปต่อที่พิพิธภัณฑ์หุ่นสยามที่ดำเนินสะดวก แต่ว่าฉันไม่ได้ดูทางหรอกนะ เพราะร้อนและเพลียเลยหลับไปตลอดทางพอมาถึงก็ลงไปเดินดูหุ่นขี้ผึ้งแล้วถ่ายรูปกัน มีน่าสนใจเยอะแต่ที่ฉันรู้สึกแปลกใจที่สุดคือ เรือนไทยภาคกลาง เขาว่ากันว่า เรือนไทยหลังนี้เจ้าของบริจาคให้ที่นี่ ซึ่งบนเรือนนี้มีอัฐิเจ้าของอยู่ด้วย แล้วที่น่ากลัวก็คือ ในบ้านมีหุ่นขี้ผึ้งผู้หญิงผมยาวนั่งหวีผมหันหลังให้ประตูอยู่ ซึ่งน่ากลัวมาก ก้าวแรกที่เหยียบเข้าไปรู้สึกถึงความวังเวงเลย ดูได้จากรูป บรื๋ออ… อยู่ได้ไม่นานก็ออกมา เราเดินกันจนทั่ว ได้เวลากลับบ้านแล้วหล่ะเพราะเย็นแล้ว สนุกดีจัง ที่ได้ไปเปิดหูเปิดตาแบบนี้ ฉันบอกกับตัวเองว่า ฉันจะกลับมาถ่ายรูปที่นี่อีกครั้ง เมื่อฉันพร้อมทั้งอุปกรณ์ ร่างกายและสำคัญที่สุดคือจิตใจของฉัน…
This entry was posted in Uncategorized. Bookmark the permalink.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s